
หลังจากที่เราแต่งงานได้หนึ่งเดือน เราก็บินตามจอนมาอยู่ที่อังกฤษ ที่มาอยู่ที่นี่ช้าก็เพราะเราต้องการใกล้ชิดกับครอบครัวให้มากที่สุด ก่อนที่เราจะมีครอบครัวของเราเอง ซึ่งตอนนั้นพ่อเราก็ป่วยมาได้สองเดือนแล้ว แต่ใครจะรู้ว่านั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ี่เราได้เจอพ่อ
พ่อเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนตุลาคม 49 แล้วได้ออกมาจากร.พ.ครั้งเดียวก็คือ งานแต่งงานของเรา ซึ่งหมออนุญาตให้มานอนที่บ้านสองคืน โดยฉีดยาให้หลายเข็ม และยาอีกหนึ่งถุงใหญ่หิ้วกลับมาด้วย พ่อมาร่วมงานทั้งตอนเช้า และตอนเย็น แต่พ่อจะเหนื่อยง่ายมากๆ หลังจากงานแต่งงาน พ่อก็กลับไปอยู่ร.พ.เหมือนเดิม จริงๆแล้วพ่อก็พยายามทำตัวเองให้แข็งแรง เพราะจะได้ออกจากร.พ.อีกครั้ง เพื่อมาส่งเราที่สนามบิน แต่ก็เป็นไปไม่ได้
จนเรามาอยู่ที่อังกฤษ (มาถึงวันที่ 15 ธ.ค. 49) ได้ประมาณ 10 วัน เช้าของวันที่ 26 ธ.ค. หลังจากคืนวัน X'Mas เราก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังแต่เช้า สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าจะมีเรื่องไม่ดี แต่ก็ไม่ได้คิดว่าพ่อจะไปเร็วขนาดนั้น แม่โทรมาบอกว่าให้กลับไทยด่วน หมอบอกว่าพ่อไม่ไหวแล้ว จะอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน ใครจะเชื่อก็ช่าง แต่เราไม่เชื่อ เพราะพ่อเป็นคยเข้มแข็งมากที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมา ยังไงพ่อเราก็ต้องสู้กับเจ้าโรคบ้านี้ได้
จอนพยายามเข้าเนทหา flight ที่เราจะกลับให้ (จริงๆแล้วเรา book ได้แล้วว่าจะกลับไปหาพ่อช่วง เม.ย. 50) แต่ช่วงนั้นทุกสายการบินเต็มหมด หนึ่งชั่วโมงต่อมา เราก็โทรกลับไปบอกแม่ว่าเราคงกลับตอนนี้ไม่ได้ ตั๋ววันนี้ไม่มีเลย กำลังเช็คตั๋วของวันถัดๆไปอยู่ แต่แม่กลับบอกเราว่าไม่ทันแล้ว พ่อเพิ่งเสียไปได้สักพัก เรารู้สึกได้ว่าทุกอย่างเหมือนเป็นความฝัน เรากำลังฝันอยู่ใช่ไหม ได้แต่ร้องไห้อย่างเดียว มันไม่ควรจะมาเกิดกับครอบครัวเราเลย เรารู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เพียงแค่สามเดือนเท่านั้นกับการต่อสู้กับเจ้ามะเร็งร้าย ....
สุดท้ายเราก็ได้บินกลับช่วงเย็นของวันถัดไป เป็นการกลับไปเพื่อยอมรับความจริงว่าต่อไปนี้ เราจะไม่มีพ่อคอยดูแล ตักเตือนเหมือนแต่ก่อนแล้ว มันเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของเรา เราไม่ได้มีโอกาสแม้กระทั่งจะเห็นหน้าท่าน หรือกราบเท้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย